BEOGAMING : ผู้ชายที่สร้างตำนานให้กับลิเวอร์พูล

BEOGAMING

เจอร์เกน คล็อปป์ เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1967 ในเมืองสตุ๊ตการ์ท ประเทศเยอรมนีตะวันตก (ตอนนั้นเยอรมนียังไม่รวมประเทศ)

BEOGAMING : ในตอนนั้นวงการฟุตบอลเยอรมนีตะวันตกมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากทำให้ คล็อปป์ ในวัยเด็กได้รับอิทธิพลไปด้วย เขาหลงไหลในเกมลูกหนัง และได้เข้ามาเป็นเยาวชนของทีม เอฟเฟา แกล็ทเท่น ต่อด้วย เออร์เก็นซิงเก็น ก่อนจะได้รับโอกาสลงเล่นฟุตบอลอาชีพกับ เอฟซี ฟอร์ซไฮม์ แต่ชื่อเสียงของเขาก็ไม่ได้โดดเด่นแต่อย่างใด

BEOGAMING : เหตุการณ์ในชีวิตของ เจอร์เกน คล็อปป์ ( Jürgen Norbert Klopp )

ปี 1990/2001 (เส้นทางลูกหนัง)

ในปี1990 คล็อปป์ ได้ย้ายไปอยู่กับ ไมนซ์05 จากนั้นเขาได้ปรับตำแหน่งการเล่นจากกองหน้าไปยืนเป็นกองหลังและได้รับคำชมอย่างมากกับตำแหน่งใหม่ และเป็นกองหลังที่ทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำเขาทำประตูให้กับต้นสังกัดไปทั้งหมด 56ประตูจากการลงเล่นไปทั้งหมด 340นัด แต่กระนั้น ไมนซ์05 ก็ไม่เคยได้มีโอกาสเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในบุนเดสลีกา 1 แต่อย่างใด จากนั้นหลังจบฤดูกาล 2000/2001 คล็อปป์ ได้ประกาศแขวนสตั๊ดในวัย 34ปี แต่ด้วยความรักในเกมฟุตบอลทำให้เขาเบนเข็มไปเป็นผู้จัดการที

ปี 2001 (ชีวิตในเส้นทางผู้จัดการทีม)

ชีวิตในเส้นทางของผู้จัดการทีมเกิดขึ้นในปี2001 คล็อปป์ เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเป็นกุนซือ ด้วยการคุม ไมนซ์05 สโมสรที่เค้าค้าแข้งมาตลอดทั้งชีวิตนักเตะ โดยเจ้าตัวเข้ามาคุมทีมในปี2001 ซึ่งในช่วงปีแรกของการคุมทัพ เขาเริ่มเข้ามาวางรากฐานการเล่นใหม่ให้กับทีม เข้ามาปรับเปลี่ยนแทบจะทุกอย่างเพื่อเป้าหมายเดียวเท่านั้น คือการได้เลื่อนชั้นจาก ลีกา2เยอรมัน ขึ้นไปเล่นใน บุนเดสลีกา ให้ได้ และเพียงปีที่3ของการคุมทีม เขาก็พา ไมนซ์05 จบอันดับ3 ของศึกลีกา2เยอรมัน พาทีมขึ้นไปสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จบการรอคอยอันยาวนานถึง 41ปี ของสโมสรลงจนได้ จากนั้น คล็อปป์ ก็นำทีมขึ้นมาสู้ศึกบุนเดสลีกาอีก 7ปี โดยผลงานที่ดีที่สุดคือการพาทีมผ่านเข้าสู่รอบคัดเลือก ยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 2005-2006 ก่อนที่ทีมจะร่วงตกชั้นอีกครั้ง ทว่าเจ้าตัวก็ยังเลือกที่จะอยู่กับทีมต่อไป แม้ว่าในซีซั่นต่อมาเขาจะไม่สามารถพาทีมกลับขึ้นมาในลีกสูงสุดได้อีกก็ตาม

ปี 2008 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลง ที่เป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของ คล็อปป์ ก็มาถึง เมื่อ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ได้ติดต่อทาบทามให้เขาเข้ามารับหน้าที่กุนซือคนใหม่ของทีม ซึ่งได้สร้างความประหลาดใจให้กับวงการลูกหนังเยอรมันอย่างมาก เพราะเวลานั้น เขาเป็นเพียงกุนซือหนุ่มที่ยังไม่มีชื่อเสียงมากนัก แถมยังเคยคุมแค่ ไมนซ์ 05 มาเท่านั้นเอง ทว่า บอร์ดบริหารของ ดอร์ทมุนด์ อาจมองเห็นอะไรบางอย่างในตัว คล็อปป์ และคาดว่าน่าจะจะช่วยพา ทัพ “เสือเหลือง” ที่ในขณะนั้นอยู่ในจุดตกต่ำ ให้กลับมาผงาดในบุนเดสลีกาอีกครั้ง จึงได้เข้าเจรจากับเจ้าตัวทันที

พฤษภาคม 2008 กุนซือแห่ง ดอร์ทมุนด์

ในเดือน พฤษภาคม 2008 คล็อปป์ ก็ได้ตัดสินใจเข้ารับงานเป็นกุนซือคนใหม่ของ ดอร์ทมุนด์ ด้วยการเซ็นสัญญา 2 ปี ซึ่งฤดูกาลแรกที่เข้ามาคุมทีม เขาก็ค่อยๆ ปรับทีมดึงตัวนักเตะที่เข้ากับแผนการเล่นของเขาเข้ามา โดยจะเน้นเป็นนักเตะพลังหนุ่ม และวางรูปแบบการเล่นใหม่ จนสามารถพาทีมทุบเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ในศึก เดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ ได้สำเร็จ และยังสามารถพาทีมจบอันดับ 6 ของตารางได้อีกด้วย

ในฤดูกาล 2009-2010

คล็อปป์ และ ดอร์ทมุนด์ ที่อยู่ในช่วงสร้างทีม ก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนท้ายที่สุดทีมจบอันดับ 5 ของตาราง จนมาถึง ฤดูกาล 2010-2011 เป็นปีที่ทุกอย่างที่ คล็อปป์ สร้างเอาไว้เริ่มสุกงอมอย่างเต็มที่ นักเตะทุกคนที่ดึงเข้ามาสู่ทีม ระเบิดฟอร์มการเล่นพร้อม ๆ กัน และรูปแบบการเล่นของเขาก็นำความสำเร็จมาสู่ทีมแล้ว เมื่อเขาสามารถนำทีมหักด่านทั้ง บาเยิร์น มิวนิค และ เลเวอร์คูเซ่น ผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกา ได้อย่างยิ่งใหญ่ ส่งผลให้เขากลายเป็นกุนซือที่น่าจับตามองที่สดในวงการลูกหนังไปแล้ว

ในฤดูกาล 2011-2012

ก็ไม่มีอะไรมาหยุด คล็อปป์ และลูกทีมได้แล้ว เมื่อทัพ “เสือเหลือง” ระเบิดฟอร์มการเล่นได้อย่างร้อนแรงตั้งแต่ต้นซีซั่น เดินหน้ากวาดชัยชนะเป็นว่าเล่น จนในที่สุดทีมก็ป้องกันแชมป์ลีกได้สำเร็จ ด้วยการเก็บไปถึง 81 แต้ม สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสร นอกจากนี้ยังทำสถิติคว้า 47 แต้มจากครึ่งฤดูกาลหลังอีกด้วย และความสุดยอดยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อยังมาผงาดคว้าแชปม์บอลถ้วย เดเอฟเบ โพคาล ด้วยการถล่ม บาเยิร์น มิวนิค ไปถึง 5-2 คว้าดับเบิ้ลแชมป์ให้กับทีม

ฤดูกาล 2013-2014

คล็อปป์ จรดปากกาต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมออกไป และเขาก็พาทีมจบอันดับที่ 2 อีกครั้ง โดยแชมป์ยังคงเป็น บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งแม้ว่าจะได้รองแชมป์ ทว่าก็มีแต้มห่างจากทีมแชมป์ถึง 19 แต้ม เลยทีเดียว

ฤดูกาล 2014-2015

ดอร์ทมุนด์ เริ่มต้นซีซั่นไม่ดีเอาเสียเลย ผลงานในสนามของทีมตกต่ำลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากปัญหานักเตะตัวหลักพากันบาดเจ็บหลายคน จนทีมหล่นไปอยู่พื้นที่ท้ายตาราง

เหตุการณ์แฟนบอล “เสือเหลือง” ไม่เคยคาดคิด

เมื่อถึงวันที่ 15 เมษายน 2015 คล็อปป์ ก็ได้ออกมาประกาศว่า จะขอแยกทางกับทีมหลังจบฤดูกาลนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับผลงานของทีมที่ย่ำแย่อย่างหนัก ซึ่งเขาก็คุมทีมจนจบฤดูกาล และพาทีมจบอันดับ 7 ของตาราง ก่อนปิดตำนานการเป็นกุนซือของทีมไว้ที่ปีนี้

เส้นทางแห่งกุนซือคนใหม่ของ ลิเวอร์พูล

วันที่ 8 ตุลาคม 2015 เหล่า เดอะ ค็อป ก็ได้ต้อนรับผู้จัดการทีมคนใหม่ เมื่อ คล็อปป์ จรดปากกาเซ็นสัญา และเปิดตัวเป็นกุนซือคนใหม่แห่งถิ่นแอนฟิลด์ แทนที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือคนเก่าที่พาทีมยังทำผลงานไม่เข้าเป้าตามที่บอร์ดบริหารหวังเอาไว้ คล็อปป์ เข้ามาวางรากฐานใหม่ให้กับทีม ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทุกอย่างในทัพ “หงส์แดง” เหมือนสมัยที่เขาคุม ดอร์ทมุนด์ ไล่ตั้งแต่ตัวนักเตะ การฝึกซ้อม รูปแบบการเล่น และอื่นๆ อีกมากมายและผลงานการคุมทีมนัดแรกของกุนซือเยอรมัน เขาก็พาทีมบุกไปเสมอ สเปอร์ส 0-0 เมื่อ 17 ตุลาคม 2015 ต่อมาในวันที่ 28 ตุลาคม เขาก็พาทีมเก็บชัยชนะนัดแรก ทว่าเป็นการฟาดแข้งศึกลีกคัพ ด้วยการเฉือนชนะ บอร์นมัธ 1-0 ส่วนชัยชนะนัดแรกในพรีเมียร์ลีกนั้น เกิดขึ้นในเกมที่ทีมบุกไปถล่ม เชลซี 3-1 ถึง สแตมฟอร์ด บริดจ์ นั่นเอง สรุปสุดท้ายของซีซั่นนี้ คล็อปป์ ก็ยังทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่ เขาพา ลิเวอร์พูล จบเพียงอันดับ 8 ของตารางเท่านั้น มีแต้มตามหลัง ทีมแชมป์อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ถึง 21 คะแนน เลยทีเดียว BEO356

ฤดูกาล 2016-2017

คล็อปป์ เริ่มเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ เขาปล่อยนักเตะส่วนเกินที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมออกไปมากมายหลายคน และทำการดึงผู้เล่นใหม่เข้ามาเติมเต็มทีม โดยมี ซาดิโอ มาเน่, จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม, โจเอล มาติป รวมทั้ง ลอริส คาริอุส เป็นดาวดังที่เข้ามาสู่ทีม และเมื่อได้นักเตะที่เข้ามาเติมเต็มแผนการเล่นให้กับ คล็อปป์ ได้ ทีมก็มีผลงานการเล่นที่ดีขึ้น มีรูปแบบและแนวทางที่ชัดเจน จนสุดท้ายทีมสามารถจบอันดับ 4 ของตาราง คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ อีกครั้ง

ฤดูกาล 2017-2018

คล็อปป์ ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงทีมอีกครั้ง โดยช่วงต้นฤดูกาล เขาได้ทุ่มเงินดึงตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงกับ โรม่า มาร่วมทีม รวมทั้ง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เข้ามาสู่ทีม เท่านั้นไม่พอในช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคม ทีมยังได้ทำการปล่อยตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ จอมทัพอันดับ1 ของทีม ไปให้กับ บาร์เซโลน่า พร้อมกันนั้นก็ได้ดึงตัว เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังจอมแกร่งมาจาก เซาแฮมป์ตัน ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลก อีกด้วย โดยในฤดูกาลนี้ คล็อปป์ ทำผลงานในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อย่างสุดยอดอย่างมาก พาทีมทะลุเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ทว่าเขาก็ต้องอกหักอีกครั้ง เมื่อไปพ่ายให้กับ เรอัล มาดริด 1-3 ได้แค่รองแชมป์เท่านั้น ส่วนในพรีเมียร์ลีก ทีมก็จบอันดับที่ 4 เท่าเดิม

ฤดูกาล 2018-2019

คล็อปป์ เล็งเห็นแล้วว่าข้อผิดพลาดของทีมอยู่ตรงไหน และควรปรับในจุดไหน จึงเดินหน้าความนักเตะใหม่เข้ามาอีก 4 คน โดยมีชื่อของ อลีสซง เบ็คเกอร์, ฟาบินโญ่, นาบี เกอิต้า และ เซอร์ดาน ชากิรี เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ให้กับทีม และเมื่อได้อาวุธครบมือ นักเตะเริ่มซึมซับแผนการเล่นของ คล็อปป์ “หงส์แดง” จึงเดินหน้าคว้าชัยชนะ กวาดแต้มเป็นว่าเล่น จนนำเป็นจ่าฝูง มาเกือบค่อนฤดูกาล

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามาเยือน

ในช่วงต้นปี2020 โลกก็ได้มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามา ทำให้วงการกีฬาต้องหยุดชะงัก รวมทั้งศึกพรีเมียร์ลีกที่ต้องหยุดแข่งขันไปด้วย ทำให้ คล็อปป์ และลูกทีมยังต้องรอการฉลองแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกต่อไป จนกระทั่ง ช่วงกลางเดือนมิถุนายน พรีเมียร์ลีก ก็สามารถกลับมาฟาดแข้งใหม่ได้อีกครั้ง แบบนิวนอร์มอล และเพียงหลังจากกลับมาได้เพียงไม่กี่นัด สิ่งที่ คล็อปป์ และเหล่า เดอะ ค็อป ทั่วโลกรอคอย ก็เกิดขึ้นจริงจนได้ เนื่องจาก ในคืนวันศุกร์ที่ 26มิถุนายน2563 (ตามเวลาประเทศไทย) แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ดันบุกไปพ่ายให้กับ เชลซี 1-2 ทำให้แต้มของ “เรือใบสีฟ้า” ขาดลอย และตามไม่ทันแล้ว ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 30ปี และคล็อปป์ ก็ถูกจารึกชื่อ กลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของสโมสร ที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ อย่างยิ่งใหญ่ นั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : BEOGAMING

นำเสนอบทความโดย : b-hanafy-ltd.com